[MIS Mission]-(5) Victor Walker

posted on 07 Jul 2013 15:48 by whitetown in MIS directory Fiction



เอนรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้
โดยต่อเนื่องจาก Mission นี้  
 
 



(1)



- ลอนดอน -


จอห์น คริลลี่ซ่อนตัวอยู่ในห้องพักชั้นสี่ของโรงแรมย่านไชน่าทาวน์ เขายืนอยู่ริมระเบียงพร้อมปืนยาวที่เล็งเป้าลงไปยังกลางเขตชุมชน แม้ตัวปืนจะดูสะดุดตาแต่เพราะห้องที่ปิดไฟมืดเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่สังเกตนัก กลับกันนั้นเมื่อมองลงไปยังชุมชนเบื้องล่างเขาพบว่านี่คือทำเลที่ดีที่สุดที่จะมองเห็นผู้คนซึ่งอยู่ใต้แสงสีของย่านการค้าได้อย่างชัดเจน


หนึ่งในทุกคนที่ว่าคือวิคเตอร์ วอคเกอร์ ซึ่งวันนี้ดูไม่เหมือนเด็กหนุ่มเชื้อสายจีนหน้าจืดอย่างที่เขาคุ้นเคย วันนี้วิคเตอร์ปลอมตัวอยู่ในร่างของชายวัยกลางคน ผิวสีออกแทนคล้ายชาวอิตาลีตอนใต้ ผมสีขาวและการแต่งตัวที่ต่างออกไปทำให้ดูราวกับเป็นคนละคนกับวิคเตอร์ที่เข้ามาพูดคุยกับเขาเมื่อสองสามวันก่อน


แต่นั่นปะไร...ถ้าสังเกตสักหน่อยก็จะเห็นท่าเดินที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่เริ่มอายุมากแล้ว ไหนจะเรื่องเสียงพูดที่ไม่ต่างอะไรจากเดิมนั่นอีก วิคเตอร์ดูมีปัญหามากในเรื่องการดัดเสียง เขาไม่รู้ว่าจะดัดเสียงยังไง และเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะสอนยังไงด้วย แต่ช่างมันเถอะ ใช่ว่างานครั้งนี้จะต้องมีการใช้คำพูดอะไรมากมายเสียเมื่อไร


หลายวันก่อนวิคเตอร์เดินมาหาเขาถึงห้องพักเพื่อบอกว่าได้งานลักพาตัวมาจากบอสแต่ตัวเองไม่ถนัดงานแบบนี้เอาเสียเลย และหน่วยสเปดเองต่างคนต่างก็ดูเหมือนจะมีงานของตัวเองอยู่แล้ว จึงมาชวนเขาที่เคยทำงานเป็นนักฆ่ามาก่อนแทน


มันไปรู้มาจากไหนเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ไอ้คนที่เล่าให้ฟังอาจจะลืมบอกไปว่าฝีมือการยิงปืนของเขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะดีเด่อะไรนักหนา ไม่อย่างนั้นก็คงได้บรรจุเข้าหน่วยสเปดไปแล้ว ทีแรกจอห์นคิดว่าจะปฏิเสธและแนะนำคนอื่นให้แทน แต่วิคเตอร์ดูเหมือนจะรู้วิธีต่อรองกันดีกว่าที่คิดเมื่อเอ่ยปากเสนอเงินครึ่งนึงที่จะได้จากงานนี้ให้


รู้งานเหมือนกันนี่หว่าไอ้หนู


จอห์นจึงกลายเป็นคนวางแผนงานครั้งนี้ให้เสร็จสรรพ เริ่มด้วยการที่วิคเตอร์จะเดินติดตามเป้าหมายไปเรื่อย ๆ โดยทิ้งระยะห่าง จนกระทั่งพวกมาเฟียฮ่องกงที่ตั้งใจจะมากำจัดเป้าหมายปรากฏตัวขึ้น เขาจะไล่เก็บพวกมันในขณะที่วิคเตอร์พุ่งเข้าหาเป้าหมายและใช้ยาสลบเพื่อพาเป้าหมายออกมาจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด เจ้าหนูได้แต่พยักหน้ารับไม่โต้แย้งอะไรสักคำ มาคิดดูแล้วทีจริงวิคเตอร์อาจจะอยากได้คนช่วยบอกว่าต้องทำอะไรยังไงบ้างมากกว่าให้มาช่วยคุ้มครองเวลาทำงานเสียอีกล่ะมั้ง


"เห็นบอสเคยบอกว่าแกไม่ชอบให้คนอื่นโดนตัว แล้วจะทำงานนี้ไหวเหรอ" จอห์นพูดขึ้นระหว่างช่วงพักการวางแผนงาน เมื่อคิดถึงการที่ต้องลงไปเดินปะปนในฝูงชน แล้วไหนจะการอุ้มตัวเป้าหมายออกมาอีก เลี่ยงไม่ได้เลยกับการที่วิคเตอร์จะสัมผัสตัวคนอื่น


วิคเตอร์ตอบ ก่อนจะจับแขนเขาแบบไว ๆ "จับแบบนี้ ตกใจครับ" จากนั้นก็เลื่อนไปจับต้นแขนที่มีแขนเสื้อคลุมอยู่ "แบบนี้ไม่ค่อยตกใจครับ"


"...มันต่างกันยังไงวะ มีเสื้อบังกับไม่มีเหรอ"


วิคเตอร์พยักหน้า ชี้ตรงแขนท่อนล่าง "ตรงนี้ร้อน" แล้วชี้ตรงที่มีเสื้อปิด "ตรงนี้ไม่ค่อยร้อนครับ"


เออ อะไรก็ช่างเถอะ...


"ทำไมนายถึงมาทำงานนี้ล่ะ" เขาถือโอกาสชวนคุยนอกเรื่อง


"...ผมตามบอสมาครับ" วิคเตอร์อธิบายไม่ถูก


"เราทุกคนที่นี่ก็ตามบอสมาทั้งนั้น" เขาหัวเราะ


"เรื่องนั้นผมไม่ทราบครับ"


"ถ้าบอสสั่งให้ไปตายจะไปหรือเปล่า"


"......"


หน้าของวิคเตอร์ในตอนนั้นบอกให้จอห์นรู้ว่าอีกฝ่ายรู้จักความตาย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มรู้จักมันดีแค่ไหนเท่านั้น


"อย่าป๊อดกลางคันแล้วกันนะไอ้หนู"










(2)



มันเกือบจะเป็นไปตามแผนทั้งหมด


เขาสาดกระสุนลงไปยังฝูงชนเบื้องล่าง ความรู้สึกมันเหมือนอะไรนะ ปุ้ง ๆ ปัง ๆ แล้วก็แตกกระจาย เหมือนเด็กซนที่ปาดอกไม้ไฟใส่รังมดล่ะมั้ง พวกตัวเป้งจากฮ่องกงที่เขาเล็งไว้ตายเรียบ ส่วนมดธรรมดารอบข้างก็พลอยล้มกันระเนระนาดตามทิศทางที่กระสุนพุ่งไป พวกที่เหลือซึ่งยังไม่ได้ถูกเด็ดแขนเด็ดขาก็แตกฮือไปคนละทิศละทาง ช่างวุ่นวายอะไรอย่างนั้น


ทว่ามีมดตัวหนึ่งที่ไม่เหมือนตัวอื่น มันเดินเข้าหาพวกของเขาที่เพิ่งจับเป้าหมายได้ เขารีบเตือนให้วิคเตอร์รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นตัวอันตราย ทันใดนั้นเด็กหนุ่มทำสิ่งที่เขาไม่คาดคิดด้วยการคว้าตัวผู้หญิงคนหนึ่งที่วิ่งผ่านมาใกล้มือเอาไว้


สอนแล้วเข้าหัวเหมือนกันนี่หว่า


เจ้าสายลับนั่นชะงักนิ่งหลังจากพวกเขาได้ตัวประกัน ทว่าวิคเตอร์ที่เป็นคนคุมเกมกลับดูไม่นิ่งอย่างที่เห็นภายนอก เขาได้ยินเสียงลมหายใจสั่นไหวของเจ้าตัวปะปนอยู่กับเสียงร้องของหญิงสาวในกำมือ มีบทสนทนาสองสามประโยคระหว่างชายทั้งสองที่ยืนอยู่ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คน


จังหวะที่ปืนถูกลั่นไกและกระสุนพุ่งเฉียดขาของวิคเตอร์ไป จอห์นตัดสินใจรัวกระสุนไปยังสายลับคนนั้นทันที โชคไม่ดีที่กระสุนโดนเข้าที่ไหล่เพียงนัดเดียว ทว่าแค่นั้นก็เพียงพอที่จะให้ทางนั้นเสียจังหวะ วิคเตอร์ถือปืนเดินดิ่งเข้าหาคนตรงหน้า ในขณะที่เขาหยุดมือ รอดูว่าจะเป็นยังไงต่อไป


ทันทีที่ศัตรูเสียศูนย์ วิคเตอร์รู้ตัวโดยสัญชาตญาณว่าเขากำลังเป็นฝ่ายเหนือกว่า เด็กหนุ่มธรรมดากลับกลายเป็นเหมือนหุ่นยนต์สงครามที่รัวปืนในมือไม่ยั้งจนกว่าอีกฝ่ายจะสิ้นลม ห้าหรือหกนัดจอห์นที่ไม่ทันได้นับ จากนั้นเจ้าเด็กนั่นยังเดินเข้าหาชายตรงหน้าแล้วยิงซ้ำอีกครั้งราวกับต้องการผลลัพท์ที่แน่นอน ก่อนจะวิ่งกลับไปอุ้มเป้าหมายตัวจริงขึ้นหลังแล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในตรอกมืดในบริเวณนั้น


จอห์นเก็บข้าวของออกจากโรงแรมตรงไปยังจุดนัดพบที่มีรถจอดอยู่ ใบหน้าที่วิคเตอร์ช่วยปลอมแปลงทำให้เขาไม่ต้องเดินไปไหนมาไหนอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เมื่อมาถึงที่หมายวิคเตอร์ก็นั่งอยู่ในรถแล้ว และมีชายผู้เป็นเป้าหมายนอนสลบไสลไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่บนเบาะหลังตามที่วางแผนเอาไว้


เมื่อขับรถออกห่างจุดเกิดเหตุมามากแล้ว สายตาของจอห์นเริ่มเบนความสนใจจากบนท้องถนนไปยังคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แทน ในตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายดูสงบนิ่งจนผิดปกติ ทว่าเมื่อเขาเห็นเด็กหนุ่มในร่างชายวัยกลางคนกำปากการาคาแพงด้ามหนึ่งไว้บนตักด้วยมือขวา และกำสร้อยกางเขนที่ห้อยคออยู่ด้วยมือซ้ายอย่างแน่นหนาแล้ว  จอห์นก็ประเมินว่านี่อาจไม่ใช่ความสงบนิ่งด้วยความใจเย็น แต่คงเพราะเจ้าตัวไม่รู้จะแสดงความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างไรมากกว่า


"โหดใช้ได้เลยนี่หว่าแกน่ะ มิน่าถึงได้เป็นสมาชิกในหน่วย"


"......"


"ไม่เคยยิงคนหรือไง"


"...ไม่เคยครับ"


"เสียใจไหมที่ยิงไป"


"ไม่ครับ"


จอห์นเหลือบมองสิ่งของที่อยู่ในมือของวิคเตอร์อีกครั้ง พลางคิดว่าไม่ว่าใคร ๆ สิ่งที่ช่วยประคับประคองจิตใจที่กำลังสั่นไหวด้วยความกลัวทั้งนั้น แม้แต่เขาหรือวิคเตอร์ที่ดูเหมือนว่าไม่มีหัวจิตหัวใจเองก็เช่นกัน


"งั้นก็ดีแล้ว" จอห์นรับคำขณะขับรถกลับไปยังเส้นทางสู่ปราสาทของพวกเขา




 





(3)



ระหว่างช่องประตูที่เปิดแง้มเพียงเล็กน้อย


เมื่อมิสเตอร์เอสเอ่ยชม เด็กหนุ่มค่อย ๆ ทรุดลงนั่งคุดคู้ข้างเก้าอี้และเอนหัวพิงกับต้นขาของผู้เป็นนายด้วยความโล่งใจ แม้แต่มิสเตอร์เอสเองก็ยังลังเลที่จะสัมผัสตัวอีกฝ่าย ทว่าเมื่อวางมือลงบนไหล่ที่สั่นไหวนั้นวิคเตอร์ก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจ กลับนิ่งเฉยและค่อย ๆ สงบลงทีละน้อยราวกับเฝ้ารอสัมผัสปลอบโยนนั้นอยู่ก่อนแล้ว


หุ่นยนต์สังหารที่จอห์นเคยมองเห็นมาจนถึงก่อนหน้านี้ สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นแค่เด็กที่ต้องการคำชมเท่านั้น


วิคเตอร์รู้จักความตาย แต่ยังไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ความน่ากลัวของมัน ในทางกลับกันดูเหมือนเขาจะรู้จักความเจ็บปวดของการทำงานผิดพลาดเป็นอย่างดี ไม่แปลกที่เด็กหนุ่มจะรายงานกับมิสเตอร์เอสว่าเขากังวลเรื่องที่ว่าจะทำงานไม่สำเร็จเสียยิ่งกว่าความตาย


ตอนนี้ในมือของวิคเตอร์ไม่ได้ถือไว้ทั้งปากกาด้ามนั้นหรือกางเขนบนอก สิ่งที่เขามีคือสัมผัสแผ่วเบาของมิสเตอร์เอสที่วางอยู่บนไหล่ จอห์นตระหนักได้เองจากภาพนั้นว่านั่นคือหนึ่งในสิ่งที่วิคเตอร์ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมากกว่าสิ่งอื่นใด


ไม่แน่ว่าวิคเตอร์จะกลัวหรือไม่กลัวความตาย จะหวั่นเกรงหรือไม่ที่ตัวเองต้องกลายเป็นอาชญากร แต่คำถามที่เขาเคยเอ่ยถามว่าถ้าบอสให้ไปตายจะไปหรือเปล่า กลายเป็นคำถามที่ไม่น่าถามไปเสียแล้วเมื่อเขาเห็นว่าวิคเตอร์พยายามแค่ไหนที่จะได้คำชมและสัมผัสอ่อนโยนนี้จากคนที่เขาเห็นว่าสำคัญ


"วิคเตอร์...ถ้าต้องทำแบบนี้อีก คุณจะทำได้ไหม"


"ถ้าคุณสั่ง ผมจะทำครับ"


วิคเตอร์ตอบคำถามอย่างเรียบง่าย ผู้เป็นนายควรจะมีความยินดีที่คนอื่นภักดีกับตนเช่นนั้น แต่ไม่ใช่กับมิสเตอร์เอส...ไม่ใช่ในเหตุการณ์นี้ ดวงตาของเอสมีแววเศร้าและเจ็บปวดซ่อนอยู่บางเบาใต้รอยยิ้มนั้น ไม่ใช่เพียงวิคเตอร์ที่ไม่เข้าใจ แต่จอห์นที่เฝ้าดูอยู่นั้นก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม เมื่อวิคเตอร์ออกมาจากห้องนั้น แม้จะมีท่าทีครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายแววตาของวิคเตอร์ก็ปรากฏความเชื่อมั่นในหนทางข้างหน้ามากกว่าที่เคย จอห์นมองตามอีกฝ่ายที่เดินจากไปจนลับตาก่อนจะเดินกลับไปยังทางที่ตัวเองมาเช่นกัน


รอยยิ้มของมิสเตอร์เอสในวันนั้นยังคงสร้างความคลางแคลงใจให้เขาไม่หาย ทว่าเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นคนที่บาดเจ็บจากภารกิจอื่น ๆ ก็ทยอยเดินทางกลับเข้ามารักษาตัว วิคเตอร์กลับไปนั่งประกอบสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองเงียบ ๆ ในห้องแลปและรับผิดชอบงานบางส่วนแทนฝ่ายคลับส์บางส่วนที่บาดเจ็บ ภายในปราสาทดูวุ่นวายกว่าปกติเล็กน้อย ขณะเดียวกันจอห์นกำลังพาสติตัวเองล่องลอยไปในคลื่นของสุรายาเมาและเงินที่ได้จากงานตามที่วิคเตอร์สัญญาไว้ หลังจากสร่างเมาขึ้นมาในครั้งนั้นเขาก็แทบจะลืมเลือนเหตุการณ์ที่เคยติดค้างในใจก่อนหน้านี้ไปเสียหมดแล้ว










---------------------------------------


โด๋ย : ขอบคุณคุณ 008 ที่มาโคมิชชั่นกันนะคะ Y v Y
ขอบคุณทางคอมมูด้วย มิชชั่นนี้สนุกและลุ้นดี (ตอนประกาศผล 5555)

แถม รูปวิคตอนปลอมตัว  

ส่วนคุณจอห์นคือกีกี้น่ะนะ ไม่มีรูปหรอก U v U;









(1)


-ลอนดอน-


จอห์น คริลลี่ซ่อนตัวอยู่ในชั้นสี่ของโรงแรมย่านไชน่าทาวน์ ยืนอยู่ริมระเบียงพร้อมปืนยาวที่เล็งลงไปยังชุมชนเบื้องล่าง ยังไม่

มีใครสังเกตเห็นเขาเพราะห้องที่ปิดไฟมืดในโรงแรมเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่สังเกตนัก แต่เมื่อมองลงไปเขากลับมองเห็นทุกคนที่

อยู่ใต้แสงสีของย่านการค้าได้อย่างชัดเจน


หนึ่งในทุกคนที่ว่าคือวิคเตอร์ วอคเกอร์ ที่วันนี้ดูไม่เหมือนเด็กหนุ่มเชื้อสายจีนหน้าจืดอย่างที่เขาคุ้นเคย วันนี้วิคเตอร์ปลอมตัว

อยู่ในร่างของชายวัยกลางคน ผิวสีออกแทนคล้ายชาวอิตาลีตอนใต้ ผมสีขาว และการแต่งตัวที่ต่างออกไปทำให้ดูราวกับเป็นคน

ละคนกับวิคเตอร์ที่เข้ามาพูดคุยกับเขาเมื่อสองสามวันก่อน


แต่นั่นปะไร...ถ้าสังเกตสักหน่อยก็จะเห็นท่าเดินที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนอายุมาก แล้วไหนจะเรื่องเสียงพูดที่ไม่ต่างอะไรจาก

เดิมนั่นอีก วิคเตอร์ดูมีปัญหามากในเรื่องการดัดเสียง เขาไม่รู้ว่าจะดัดเสียงยังไง และคนอื่นก็ไม่รู้ว่าจะสอนเขายังไงด้วย แต่ช่าง

มันเถอะ ใช่ว่างานครั้งนี้จะต้องมีการใช้คำพูดอะไรมากมายเสียเมื่อไร


หลายวันก่อนวิคเตอร์เดินมาหาเขาถึงห้องพักเพื่อบอกว่าได้งานลักพาตัวมา แต่ตัวเองไม่ถนัดงานแบบนี้เอาเสียเลย และสเปด

คนอื่นก็ดูเหมือนจะได้รับงานของตัวเองอยู่แล้ว จึงมาชวนเขาที่เคยทำงานคล้ายหน่วยสเปดมาก่อนแทน มันไปรู้มาจากไหนเขา

ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ไอ้คนที่เล่าให้ฟังอาจจะลืมบอกไปว่าฝีมือการยิงปืนของเขาก็ไม่ใช่ว่าจะดีเด่อะไรนักหนา แถมยังต้อง

เสี่ยงเวลาจะหนีออกมาจากย่านที่คนพลุกพล่านแบบนั้นอีก ทีแรกจอห์นคิดว่าจะปฏิเสธและแนะนำคนอื่นให้แทน แต่วิคเตอร์ดู

เหมือนจะรู้วิธีต่อรองกันดีกว่าที่คิดเมื่อเอ่ยปากเสนอเงินครึ่งนึงที่จะได้จากงานนี้ให้

รู้งานเหมือนกันนี่หว่าไอ้หนู

จอห์นกลายเป็นคนวางแผนงานครั้งนี้ให้เสร็จสรรพ เริ่มด้วยการที่วิคเตอร์จะเดินติดตามเป้าหมายไปเรื่อย ๆ โดยทิ้งระยะห่าง

จนกระทั่งพวกมาเฟียฮ่องกงที่ตั้งใจจะมากำจัดเป้าหมายปรากฏตัวขึ้น เขาจะไล่เก็บพวกมันในขณะที่วิคเตอร์พุ่งเข้าหาเป้าหมาย

และใช้ยาสลบเพื่อพาเป้าหมายออกมาจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด

"เห็นบอสเคยบอกว่าแกไม่ชอบให้จับตัว แล้วจะทำงานนี้ไหวเหรอ" จอห์นพูดขึ้นระหว่างช่วงพักการวางแผนงาน เมื่อคิดถึง

การที่ต้องลงไปเดินปะปนในฝูงชน แล้วไหนจะการอุ้มตัวเป้าหมายออกมาอีก เลี่ยงไม่ได้เลยกับการที่วิคเตอร์จะสัมผัสตัวคนอื่น

"...ผมตกใจครับ" วิคเตอร์ตอบ ก่อนจะจับแขนเขาแบบไว ๆ "จับแบบนี้ ตกใจครับ" จากนั้นก็เลื่อนไปจับต้นแขนที่มีแขนเสื้อ

คลุมอยู่ "แบบนี้ไม่ตกใจครับ"

"มันต่างกันยังไงวะ มีเสื้อบังกับไม่มีเหรอ"

วิคเตอร์พยักหน้า ชี้ตรงแขนท่อนล่าง "ตรงนี้ร้อน" แล้วชี้ตรงที่มีเสื้อปิด "ตรงนี้ไม่ค่อยร้อนครับ"

เออ อะไรก็ช่างเถอะ...

"ทำไมนายถึงมาทำงานนี้ล่ะ" เขาถือโอกาสชวนคุยนอกเรื่อง

"...ผมตามบอสมาครับ" วิคเตอร์อธิบายไม่ถูก

"เราทุกคนที่นี่ก็ตามบอสมาทั้งนั้น" เขาหัวเราะ

"เรื่องนั้นผมไม่ทราบครับ"

"ถ้าบอสสั่งให้ไปตายจะไปหรือเปล่า"

"......"

หน้าของวิคเตอร์ในตอนนั้นบอกให้จอห์นรู้ว่าอีกฝ่ายรู้จักความตาย

"อย่าป๊อดกลางคันแล้วกันนะไอ้หนู"






(2)

มันเกือบจะเป็นไปตามแผนทั้งหมด

เขาสาดกระสุนลงไปยังฝูงชนเบื้องล่าง ความรู้สึกมันเหมือนอะไรนะ ปุ้ง ๆ ปัง ๆ เหมือนปาดอกไม้ไฟใส่รังมดล่ะมั้ง พวกตัว

เป้งจากฮ่องกงที่เขาเล็งไว้ตายเรียบ ส่วนมดธรรมดารอบข้างก็พลอยซวยไปด้วย พวกที่เหลือซึ่งยังไม่ได้ถูกเด็ดแขนเด็ดขาก็แตก

ฮือไปคนละทิศละทาง ช่างวุ่นวายอะไรอย่างนั้น

ทว่ามีมดตัวหนึ่งที่ไม่เหมือนมดตัวอื่น มันเดินเข้าหาวิคเตอร์ที่เพิ่งจับเป้าหมายได้ เขาพูดใส่เครื่องสื่อสารเตือนให้รู้ว่าอีกฝ่าย

เป็นตัวอันตราย ทันใดนั้นวิคเตอร์ทำสิ่งที่เขาไม่คาดคิดด้วยการคว้าตัวผู้หญิงคนหนึ่งที่วิ่งผ่านมาใกล้มือเอาไว้

สอนแล้วเข้าหัวเหมือนกันนี่หว่าไอ้หนูนี่

ได้ผล เจ้าสายลับนั่นชะงักนิ่งหลังจากพวกเขาได้ตัวประกัน ทว่าวิคเตอร์ที่เป็นคนคุมเกมกลับดูไม่นิ่งอย่างที่เห็นภายนอก เขาได้

ยินเสียงลมหายใจสั่นไหวของวิคเตอร์ ปะปนอยู่กับเสียงร้องของผู้หญิง มีบทสนทนาสองสามประโยคระหว่างชายทั้งสองที่ยืน

อยู่ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คน

จังหวะที่ปืนถูกลั่นไกและกระสุนพุ่งเฉียดขาของวิคเตอร์ไป เขารัวกระสุนไปยังสายลับคนนั้นทันที โชคไม่ดีหรืออาจจะเรียกว่า

เป็นโชคดีของหมอนั่นที่กระสุนโดนเข้าที่ไหล่เพียงนัดเดียว ทว่ามันก็เพียงพอที่จะให้ทางนั้นเสียจังหวะ เขาหยุดมือและมองดู

วิคเตอร์ถือปืนเดินดิ่งเข้าหาคนตรงหน้า

ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป็นผลจากความกลัวยังดังอยู่ในหูของเขา คนปกติอาจจะยิงสักสามนัดเพื่อให้ตายแน่นอน แต่วิคเตอร์

รัวปืนใส่ร่างตรงหน้าไปเกือบหมดแม็ก จอห์นคิดว่าหมอนั่นอาจจะเล่นเกมยิงซอมบี้มากไป ชีวิตจริงมันต้องเหลือกระสุนเอาไว้

เผื่อฉุกเฉินบ้าง แต่เอาเถอะ ยังมีเวลาสอนกันอีกเยอะ...

เขาเก็บข้าวของทำเนียนออกจากโรงแรมตรงไปยังจุดนัดพบที่มีรถจอดอยู่ ใบหน้าที่วิคเตอร์ช่วยตกแต่งปลอมแปลงให้ทำให้เขา

ไม่ต้องเดินไปไหนมาไหนอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เมื่อมาถึงวิคเตอร์ก็นั่งอยู่ในรถแล้ว มีเป้าหมายที่สลบไสลไม่รู้เรื่องรู้ราวนอนอยู่

บนเบาะหลัง จอห์นออกรถ สายตายังเหลือบมองวิคเตอร์ที่สั่นเป็นลูกนกที่เพิ่งตกจากรัง

"โหดใช้ได้เลยนี่หว่าแกน่ะ มิน่าถึงได้เป็นสมาชิกในหน่วย"

"......"

"ไม่เคยยิงคนหรือไง"

"...ไม่เคยครับ"

"เสียใจไหมที่ยิงไป"

"ไม่ครับ"

วิคเตอร์ดูยังตื่นตระหนกอยู่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กหนุ่มในร่างชายวัยกลางคนกำปากการาคาแพงด้ามหนึ่งไว้ในมือ อีกมือกำ

สร้อยกางเขนที่ห้อยคออยู่ บางทีมันคงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเจ้าตัว จอห์นได้แต่คิดว่าไม่ว่าใคร ๆ สิ่งที่ช่วยประคับ

ประคองจิตใจที่กำลังสั่นไหวด้วยความกลัวทั้งนั้น แม้แต่เขาหรือวิคเตอร์ที่ไร้เมตตาเองก็เช่นกัน

"งั้นก็ดีแล้ว" จอห์นรับคำขณะขับรถต่อไปยังเส้นทางสู่ปราสาทของพวกเขา





(3)

จอห์นเป็นคนขออยู่ข้างนอกในตอนที่วิคเตอร์เข้าไปรายงานผลกับมิสเตอร์เอส แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะห้ามความอยากรู้อยาก

เห็น

เมื่อมิสเตอร์เอสเอ่ยชม เด็กหนุ่มค่อย ๆ ทรุดลงนั่งคุดคู้ข้างเก้าอี้และเอนหัวพิงกับต้นขาของผู้เป็นนายด้วยความโล่งใจ แม้แต่

มิสเตอร์เอสเองก็ยังลังเลที่จะสัมผัสตัวอีกฝ่าย ทว่าเมื่อวางมือลงบนไหล่ที่สั่นไหวนั้นวิคเตอร์ก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจ กลับนิ่งเฉย

และค่อย ๆ สงบลงทีละน้อยราวกับเฝ้ารอสัมผัสปลอบโยนนั้นอยู่แล้ว

หุ่นยนต์สังหารที่เขาเคยมองเห็นมาจนถึงก่อนหน้านี้ สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นแค่เด็กที่ต้องการคำชมเท่านั้น

 วิคเตอร์รู้จักความตาย แต่ยังไม่รู้จักความน่ากลัวของมัน ในทางกลับกันดูเหมือนเขาจะรู้จักความเจ็บปวดของการทำงานผิดพลาด

เป็นอย่างดี ไม่แปลกที่เด็กหนุ่มจะรายงานกับมิสเตอร์เอสว่าเขากังวลเรื่องงานเสียยิ่งกว่าความตาย

ตอนนี้ในมือของวิคเตอร์ไม่ได้ถือไว้ทั้งปากกาด้ามนั้นหรือกางเขนบนอก สิ่งที่เขามีคือสัมผัสแผ่วเบาของมิสเตอร์เอสที่วางอยู่

บนไหล่ จอห์นตระหนักได้เองจากภาพนั้นว่านั่นคือหนึ่งในสิ่งที่วิคเตอร์ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่แน่

ว่าวิคเตอร์จะกลัวหรือไม่กลัวความตาย จะหวั่นเกรงหรือไม่ที่ตัวเองต้องกลายเป็นอาชญากร คำถามที่เขาเคยเอ่ยถามว่าถ้าบอส

ให้ไปตายจะไปหรือเปล่า กลายเป็นคำถามที่ไม่น่าถามไปเสียแล้วเมื่อเขาเห็นว่าวิคเตอร์พยายามแค่ไหนที่จะได้คำชมและสัมผัส

อ่อนโยนนี้จากคนที่เขาเห็นว่าสำคัญ

"วิคเตอร์...ถ้าต้องทำแบบนี้อีก คุณจะทำได้ไหม"

"ถ้าคุณสั่ง ผมจะทำครับ"

วิคเตอร์ตอบคำถามอย่างเรียบง่าย ผู้เป็นนายควรจะมีความยินดีที่คนอื่นภักดีกับตนเช่นนั้น แต่ไม่ใช่กับมิสเตอร์เอส...ไม่ใช่ใน

เหตุการณ์นี้ ดวงตาของเอสมีแววเศร้าและเจ็บปวดซ่อนอยู่บางเบาใต้รอยยิ้มนั้น ไม่ใช่เพียงวิคเตอร์ที่รู้สึกไม่เข้าใจ แต่จอห์นที่

เฝ้าดูอยู่ก็แปลกใจเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิคเตอร์ออกมาจากห้องนั้น แม้จะมีท่าทีครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็มีแววตาของวิคเตอร์ดูเชื่อมั่นในหนทาง

ข้างหน้ามากกว่าที่เคย ก่อนจะเดินแยกไป กลับสู่ห้องทำงานของตัวเองโดยไร้คำทักทายไร้คำบอกลาเช่นเคย 

จอห์นมองตามอีกฝ่ายไปจนลับตาก่อนจะเดินกลับไปยังทางที่ตัวเองมา รอยยิ้มของมิสเตอร์เอสยังคงสร้างความคลางแคลงใจให้

เขาไม่หาย ทว่าสองสามวันหลังจากนั้นคนที่บาดเจ็บจากภารกิจอื่น ๆ ทยอยเดินทางกลับเข้ามารักษาตัวในปราสาท วิคเตอร์กลับ

ไปนั่งประกอบสิ่งประดิษฐ์ของตัวเอง ภายในปราสาทวุ่นวายเล็กน้อยแต่ก็ยังถือว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไร จอห์นพาสติตัว

เองใต้คลื่นของสุรายาเมาและเงินที่ได้จากวิคเตอร์ หลังจากนั้นเขาก็แทบจะลืมเลือนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไปเสียหมดแล้ว